กลาก

posted on 26 Jul 2009 15:28 by moffin  in knowledge

กลาก โรคเชื้อราของผิวหนัง

 

ww

 

ข้อน่ารู้
1. โรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรามีอยู่หลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุและอาการต่างกัน ที่พบบ่อยได้แก่ กลากและเกลื้อน

2. กลาก (ring worm หรือ tinea) เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งชอบเจริญอยู่เฉพาะในผิวหนังชั้นนอกสุด รวมทั้งเส้นผมและเล็บ โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย (ตรงข้ามกับเกลื้อนซึ่งติดต่อยาก) โดยการสัมผัสกับคนไข้โดยตรง หรือใช้ของร่วมกับคนไข้ หรือติดมาจากร้านตัดผม ร้านเสริมสวย หรือติดมาจากร้านตัดผม ร้านเสริมสวย หรืออาจติดมาจากสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว ก็ได้

3. โรคนี้พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก และในคนที่มีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย บางครั้งอาจพบเป็นพร้อมกันหลายคนในบ้าน ในโรงเรียน หรือในวัด

4. โรคเชื้อราชนิดนี้อาจขึ้นตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ เป็นต้น
ถ้าขึ้นที่ขาหนีบ เรียกว่า โรคสังคัง ซึ่งพบมากในคนที่มีเหงื่ออับชื้นในบริเวณนี้
ถ้า ขึ้นที่ง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมักใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่ย่ำน้ำเท้าเปียกบ่อยๆ

5. โรคนี้ถ้าไม่ได้รักษามักจะเป็นเรื้อรังและลุกลาม ดูน่ารังเกียจ
ในรายที่เป็นกลากขึ้นที่ศีรษะ ถ้าหากปล่อยให้เป็นมาก ก็อาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผลเป็น ผมร่วงเป็นหย่อมอย่างถาวรได้
ถ้ากลากขึ้นที่เล็บ ก็อาจทำให้เล็บผุกร่อนพร้อมกันเกือบทุกเล็บได้

6. การป้องกัน โรคนี้อาจป้องกันได้โดย
ก. อย่าคลุกคลีหรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนและสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคนี้
ข. อย่าใช้ของใช้ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า รองเท้า หวี มีดโกน ฯลฯ ร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้
ค. รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำฟอกสบู่ และเช็ดตัวให้แห้ง ระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น
ง. สำหรับโรคสังคัง ควรป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการใช้กางเกงในที่รัดแน่นหรืออบเกินไป
จ. สำหรับฮ่องกงฟุต ควรป้องกันโดยอย่าใส่ถุงเท้าที่อบเกินไป(ควรใช้ถุงเท้าผ้า อย่าใช้ถุงเท้าไนลอน) หลังอาบน้ำควรเช็ดบริเวณง่ามนิ้วเท้าให้แห้ง ถ้าซอกนิ้วเท้าเปียกน้ำ (เช่น ย่ำน้ำ) หรือมีเหงื่อออกมาก ควรล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

 

รู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นอื่น

โรค กลากที่ขึ้นตามผิวหนังจะมีลักษณะเป็นวงๆ หรือเป็นดวงๆ และมีอาการคัน เริ่มแรกจะขึ้นเป็นตุ่มแดงๆแล้วค่อยๆลุกลามออกไปเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน ขอบจะนูนเล็กน้อย มีสีแดง มักมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ หรือขุยขาวๆอยู่รอบๆวง วงนี้จะลุกลามขยายออกไปเรื่อยๆ ส่วนผิวหนังที่อยู่ตรงกลางวงจะมีลักษณะเป็นผิวหนังที่ปกติ เนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นก่อนและเริ่มหายแล้ว อาจขึ้นเป็นวงติดๆกันหลายวง หรือเป็นวงซ้อนกันก็ได้ บางครั้งก็ขึ้นพร้อมกันหลายแห่งก็ได้ บางคนอาจเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียอักเสบแทรกซ้อนได้

                                        

โรคกลากที่ขึ้นที่ศีรษะ จะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม หนังศีรษะมีลักษณะเป็นวงๆ มีสะเก็ดเป็นขุยขาวๆ มีปลายเส้นผมที่หักคาเป็นปลายสั้นๆ หรือเห็นเป็นจุดดำๆ

ส่วนสังคัง (กลากที่ขาหนีบ)จะขึ้นเป็นวงที่ขาหนีบ 2 ข้าง และลุกลามออกไปเรื่อยๆ มักมีสีคล้ำๆ บางคนอาจเกาจนน้ำเหลืองเฟอะหรือผิวหนังหนา

ฮ่องกงฟุต (กลากที่ง่ามนิ้วเท้า) จะขึ้นเป็นขาวๆและยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่นหรือสะเก็ด แล้วแตกเป็นร่องและมีกลิ่น
ถ้าแกะลอกขุยขาวๆที่เปื่อยยุ่ย จะเห็นผิวหนังข้างใต้มีลักษณะแดงๆ และมีน้ำเหลืองซึม มักมีอาการคันยิบๆ
กลากขึ้นที่เล็บ เล็บจะมีลักษณะขรุขระและยุ่ย ถ้าเป็นมากเล็บจะผุกร่อนทั้งเล็บ มักเกิดพร้อมกันหลายเล็บ


โรคผิวหนังที่ขึ้นเป็นผื่นคันนอกจากกลากแล้วยังอาจมีสาเหตุอื่น เช่น
1. ลมพิษ จะขึ้นเป็นปื้นนูนๆ ขอบหยักๆ พร้อมกันหลายแห่ง มีลักษณะคันมาก มักเกิดขึ้นฉับพลันทันทีหลังสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ มักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันก็หายได้ หรือกินยาแก้แพ้ก็อาจทำให้ทุเลาได้

2. ผื่นแพ้ จะขึ้นเป็นผื่นหรือตุ่มแดงเล็กๆ มีอาการคันมาก มักมีประวัติชอบแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าเป็นที่ง่ามนิ้วเท้า มักเกิดจากการแพ้รองเท้า ถุงเท้า หรือแพ้เหงื่อ อาจมีลักษณะอาการคล้ายโรคกลากได้ บางครั้งอาจต้องลองใช้ยารักษา ถ้าเป็นผื่นแพ้มักจะทุเลาด้วยครีมสตีรอยด์ แต่ถ้าใช้ครีมนี้แล้วโรคกลับลุกลามก็มักจะเป็นโรคกลาก ตรงกันข้าม ในการใช้ยารักษาเชื้อรา ถ้าเป็นโรคกลากจะได้ผล แต่ถ้าเป็นผื่นแพ้จะไม่ได้ผล

3. เกลื้อน เกิดจากเชื้อราต่างชนิดกับกลาก จะขึ้นเป็นดวงเล็กๆ เป็นสีขาว หรือน้ำตาลแดง กระจายทั่วไปในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ซอกคอ หน้าอก แผ่นหลัง เป็นต้น มักจะไม่มีอาการคัน
เมื่อไรควรไปพบแพทย์


ควรไปพบแพทย์เมื่อ
1. ทายาฆ่าเชื้อกลาก ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วยังไม่ทุเลา
2. อาการลุกลามหรืออักเสบเป็นหนองเฟอะ
3. เป็นกลากขึ้นที่ศีรษะหลายแห่ง หรือขึ้นที่เล็บหลายเล็บพร้อมกัน


แพทย์จะทำอะไรให้

แพทย์อาจขูดเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคไปพิสูจน์ หากพบว่าเป็นโรคกลากจริง ก็จะให้การรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อกลากดังกล่าว
ใน รายที่เป็นกลากที่ศีรษะหรือเล็บ การทายาอาจไม่ได้ผล แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน ได้แก่ ยาเม็ดกริซีโอฟุลวิน (griseofulvin) กินนาน 4-6 สัปดาห์ (สำหรับกลากที่เล็บ)
โดยสรุป กลากเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา หากปล่อยทิ้งไว้มักจะลุกลามจนดูน่าเกลียด และสร้างความรำคาญ มีวิธีรักษาง่ายๆด้วยการทายาฆ่าเชื้อกลาก ข้อสำคัญต้องหมั่นทาทุกวัน ติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย การป้องกันอยู่ที่การรักษาความสะอาดและอย่าให้ผิวหนังอับชื้น
 

การดูแลรักษาตนเอง

ถ้าสงสัยเป็นโรคกลากขึ้นตามผิวหนัง ขาหนีบ หรือง่ามนิ้วเท้า ควรปฏิบัติตัวดังนี้
1. รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำ ฟอกสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

2. สำหรับฮ่องกงฟุต ให้ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้อับชื้น ควรใส่รองเท้าสานโปร่ง(เปิดเล็บเท้า) แทนการใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่มิดชิด

3. ทาด้วยยาฆ่าเชื้อกลากวันละ 2-3 ครั้ง ถ้าจำเป็นต้องถูกน้ำบ่อย หลังทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรทายาซ้ำทุกครั้ง
ยา ฆ่าเชื้อกลากที่มีขายในท้องตลาดมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่น ยารักษากลากเกลื้อนขององค์การเภสัชกรรม คานาโซล(Canazole) แคนดินาส(Candinas) แคนดิกซ์(Candix) คาเนสเตน(Canesten) โคลไตรซิน(Clotricin) โคเทรน(Cotren) แดกทาริน(Daktarin) ดีเซเนกซ์(Desenex) อีซอน-ที(Ezon-t) ฟูจิซิด(Fugicid) ฟังคอร์ต(Funcort) ฟังกา(Funga) กันติน(Guntin) ลิโคนาร์(Liconar) โทนาฟ(Tonaf) ทราโวเจน(Travogen) เป็นต้น ให้เลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ถ้าอาการดี ขึ้น ควรทาติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อรอให้ผิวหนังที่ปกติงอกขึ้นมาแทนที่ส่วนที่หลุดลอกไป หากหยุดยาเร็วเกินไป อาจกำเริบได้อีก

4. หลีกเลี่ยงการทายากลุ่มสตีรอยด์ ซึ่งใช้แก้อาการลมพิษ ผื่นคันจากการแพ้ เช่น ครีมเพร็ดนิโซโลน ครีมเดกซาเมทาโซน เป็นต้น ยานี้จะทำให้โรคกลากลุกลามมากขึ้นได้

5. ถ้ามีคนในบ้านหรือสัตว์เลี้ยงเป็นโรคนี้ด้วย ควรให้การรักษาพร้อมๆกันไป

 

อ้างอิงจาก

http://www.doctor.or.th/node/3545

 

โรคสะเก็ดเงิน

posted on 26 Jul 2009 15:27 by moffin  in knowledge

 

ff

 

           สะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยและก่อให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วยอย่างมากทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อยู่ ในตอนแรกนี้จะคุยให้ฟังถึงโรคนี้อย่างคร่าวๆ เสียก่อน

 

           สะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ เป็นปื้นนูนแดงปกคลุมด้วยสะเก็ดสีเทาเงิน ปื้นแดงนี้มักพบบริเวณข้อศอก เข่า หลังส่วนล่าง และหนังศีรษะ แต่อาจพบผื่นที่ผิวหนังบริเวณใดของร่างกาย ก็ได้รวมทั้งที่เล็บ ในกรณีที่ผื่นสะเก็ดเงิน  เกิดขึ้นในบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ อวัยวะสืบพันธุ์ ภายนอก และใต้ฐานเต้านมในผู้หญิง ก็มักจะมีลักษณะต่างจากลักษณะข้างต้นคือ ผื่นจะมีสะเก็ดค่อนข้างน้อย หรือไม่มีเลยและพื้นผิวค่อนข้างมัน โดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินมักไม่พบที่บริเวณใบหน้า นอกจากนี้เมื่อผื่น สะเก็ดเงินหายแล้ว จะไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่ และน้อยรายมากที่จะทำให้เกิดผมร่วง อย่างไรก็ดี อาจมี ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของสีผิวหนังในบริเวณที่เคยเป็นผื่นสะเก็ดเงินมาก่อน หลงเหลืออยู่แต่ก็จะค่อยๆ กลับเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไป

 

           สะเก็ดเงินเป็นโรคที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 2  ของประชากรที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ สาเหตุที่แท้จริงยัง ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง คือมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วขึ้นกว่าปกติ และทำให้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นผื่นมีความหนากว่าผิวหนังปกติ สาเหตุหนึ่งที่เชื่อว่าทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน คือการตอบ สนองทางภูมิคุ้มกันอย่างผิดปกติต่อองค์ประกอบบางอย่างของผิวหนัง แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดและอยู่ในระหว่างการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง

           ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่ามีเพียงสมาชิกในบางครอบครัวเท่านั้นที่ป่วย เป็นโรคนี้ และพบ และพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนในเครือญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน

            การเกิดผื่นมักเริ่มจากมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น ได้แก่ อารมณ์เครียด การบาดเจ็บของผิวหนัง (รอย ฉีกขาด รอยแกะ รอยเกา เป็นต้น) อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส การเปลี่ยนแปลงระดับ ฮอร์โมน (ผื่นมักเริ่มเกิดในช่วงแตกเนื้อหนุ่มหรือเป็นสาว) และยาบางชนิด (พบได้น้อย) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างไรก็ดีน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือ จากที่กล่าวมาแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

          ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารพิเศษ เนื่องจากกระบวนการเกิดโรคนี้ไม่ได้มีความ สัมพันธ์กับสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ในกรณีที่ผู้ป่วยค่อนข้างอ้วนอาจจะต้อง พิจารณาควบคุม น้ำหนักเนื่องจากจะทำให้เกิดความยากลำบากในการดูแลรักษาผื่นที่เกิดตามรอยพับต่างๆ ของผิวหนัง

          การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่มากสามารถกระทำได้ ไม่เป็นข้อห้าม และไม่มีผลต่อ การดำเนินโรค แต่อาจมีผลต่อการรักษาด้วยตัวยาบางชนิด อย่างไรก็ตามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ใน ปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ผื่นสะเก็ดเงินกำเริบหรือเห่อได้ โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน  ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 

 

          สะเก็ดเงินไม่ใช่โรคภูมิแพ้และไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้เนื่องจากไม่ใช่โรคติดเชื้อ สะเก็ดเงิน อาจดีขึ้นหรือแย่ลงได้ในช่วงตั้งครรภ์ แต่ไม่มีอันตรายต่อตัวมารดาและทารก 

          ถึงแม้ว่าบุตรของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีแนวโน้มสูงกว่าคนทั่วไปที่จะป่วยเป็นโรคนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นที่ บุตรของผู้ป่วยทุกรายจะต้องเกิดผื่น ถ้าบิดาป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน บุตรของผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเป็นโรคมี เพียง 1 ใน 3 แต่ถ้ามารดาป่วยเป็นโรคนี้ บุตรของผู้ป่วยมีโอกาส เพียง 1 ใน 5 เท่านั้น

 

          ขอบเขตการเกิดผื่นค่อนข้างจะผันแปร และแตกต่างออกไปในผู้ป่วยแต่ละคน ในกรณีที่ไม่ได้รับการ รักษาผื่นอาจหายเป็นปกติได้เอง อย่างไรก็ดี ผื่นก็ยังมีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำได้อีกทุกเมื่อ แม้ว่าผื่นจะหาย ไปเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม

 

           การรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายวิธีและยังคงมีการค้นคว้าถึงการรักษาวิธีใหม่อยู่อย่างต่อเนื่อง การ รักษาแต่ละวิธีจะมีความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

 

ขอบคุณ  นพ.พีระพัชร์ นิ่มกุลรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง

โรคผิวหนังอักเสบ

posted on 26 Jul 2009 15:24 by moffin  in knowledge

โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema หรือ Dermatitis)

 

 

rt

 

 

โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema หรือ Dermatitis)
คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ แล้วแต่ระยะของโรค สามารถแบ่งตามสาเหตุที่เกิดขึ้น ได้ดังนี้

สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (Exogenous หรือ Contact dermatitis)

เกิด จากปฏิกิริยาระหว่างผิวหนังกับสารเคมีที่สัมผัสกับผิวหนัง สามารถแบ่งออกเป็น ผื่นระคายสัมผัส (Irritant contact dermatitis) พบได้ประมาณ 70-80%
ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) พบได้ประมาณ 20-30% การวินิจฉัยอาศัยการทดสอบภูมิแพ้ โดยวิธี Patch Test ผื่นสัมผัสนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมาก เพราะสารที่เป็นสาเหตุ อาจมาจากการประกอบอาชีพ (เช่น โลหะ, ผลิตภัณฑ์ยาง, กาว) เครื่องสำอาง (เช่น น้ำหอม, สารกันบูด, น้ำยาย้อม หรือดัดผม) ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่จะสัมผัสง่าย และหลีกเลี่ยงได้ลำบาก

 

สาเหตุจากภายในร่างกาย (Endogenous eczema)

เกิดเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคในกลุ่มนี้ เรียกชื่อตามลักษณะผื่น สาเหตุ และบริเวณที่เป็น เช่น Atopic dermatitis, Seborrheic dermatitis, Discoid หรือ Number dermatitis เป็นต้น

 

อาการ

ผู้ป่วยมักมีลักษณะของผื่นที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะเฉียบพลัน (Acute stage) เป็นตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ อาจมีอาการบวมแดง และมีน้ำเหลืองด้วย
ระยะปานกลาง (subacute stage) อาการบวมแดงจะลดลง และมีสะเก็ดหรือขุยร่วมด้วย
ระยะเรื้อรัง (Chronic stage) ผื่นจะมีลักษณะหนา, แข็ง และมีลายเส้นของผิวหนังชัดเจนขึ้น (Lichenification)

อกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งถ้าผู้ป่วยเกาก็จะยิ่งทำให้เกิดผิวหนังอักเสบมากขึ้น และเวลาหายอาจมีรอยด่างดำได้

การรักษา

1. รักษาตามระยะของผิวหนังที่เกิดการอักเสบ
1.1 ระยะเฉียบพลัน : ประคบผื่นด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำยา Burrow 1:40 หรือ Boric Acid 3% วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อผื่นแห้งดีแล้วต้องหยุดประคบ มิฉะนั้น จะแห้งเกินไป ทำให้ตึงและแตก
1.2 ระยะปานกลาง : ใช้ยาทาสตีรอยด์ ตามลักษณะและตำแหน่งที่เป็นผื่น
1.3 ระยะเรื้อรัง : ใช้ยาทาสตีรอยด์ อาจผสมพวก Salicylic Acid หรือในรายที่เป็นผื่นหนาแข็ง อาจจำเป็นต้องฉีดยาที่บริเวณผื่น

2. การใช้ยารับประทาน
ผู้ ป่วยบางรายมีอาการคันมาก อาจต้องได้ยารับประทานชนิด Antihistamine ส่วนยาทาภายนอกที่มี Antihistamine ไม่ควรใช้ เพราะยาทาภายนอกชนิดนี้มีโอกาสแพ้ได้มาก ในกรณีที่เป็นระยะเฉียบพลัน ที่รุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจต้องได้รับยารับประทานชนิด Steroid ร่วมด้วย

3. การค้นหาสาเหตุ
การ แบ่งระยะโรคผิวหนังอักเสบนั้น เป็นประโยชน์ในแง่การรักษาชั่วคราวเท่านั้น ผู้ป่วยควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดใด และมีการดำเนินของโรคเป็นอย่างไร ควรจะปฏิบัติตนเช่นไร เพราะโรคผิวหนังอักเสบส่วนมาก มักจะเป็นค่อนข้างเรื้อรัง และถ้าผู้ป่วยไม่เข้าใจก็อาจจะทำให้เกิดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ทำให้โรคผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ และอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังได้

 

อ้างอิงจาก

 

http://www.ozonicinter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=34713&Ntype=2